ค่ำคืนแห่งยุโรปที่ แดนเทพนิยาย (กรีซ) ไม่เคยเงียบสงบ และเมื่อคืนนี้ที่สนาม คาไรสคาคิส สเตเดี้ยม มันเกือบจะกลายเป็น “สุสาน” ของแชมป์ยุโรป 15 สมัยอย่าง เรอัล มาดริด… ถ้าพวกเขาไม่มีชายที่ชื่อ “คีลิยัน เอ็มบัปเป้”
ท่ามกลางเสียงเชียร์กึกก้องและพลุไฟสีแดงฉานของแฟนบอลเจ้าถิ่น “ราชันชุดขาว” เริ่มต้นเกมด้วยอาการเมาหมัด เพียงแค่นาทีที่ 8 แนวรับระดับโลกของมาดริดกลับเปิดช่องโหว่ ให้ โอลิมเปียกอส เจาะเข้าไปยิงขึ้นนำ 1-0 เล่นเอา คาร์โล อันเชล็อตติ ถึงกับเลิกคิ้วสูงข้างสนาม สัญญาณเตือนภัยดังลั่นว่าคืนนี้ “งานหยาบ” แน่นอน
แต่แล้ว… “ปีศาจ” ก็ตื่นขึ้น
The Mbappé Show: 45 นาทีแห่งการทำลายล้าง
หลังจากตั้งหลักได้ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ก็เริ่มฉายแสง เขาใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจเปลี่ยนเสียงเชียร์เจ้าถิ่นให้กลายเป็นความเงียบสงัด
-
ตีเสมอ: เอ็มบัปเป้ใช้ความเร็วฉีกหนีกองหลังเจ้าถิ่นเข้าไปซัดตีเสมอแบบเลือดเย็น
-
แซงนำ: ไม่นานนัก เขาก็โชว์สเต็ปโยกหลอกจนกองหลังโอลิมเปียกอสขาตาย ก่อนปั่นโค้งๆ เสียบเสาไกล
-
แฮตทริก: ก่อนจบครึ่งแรก เขาทำสิ่งที่เหลือเชื่อด้วยการกดแฮตทริกได้สำเร็จ จบ 45 นาทีแรกด้วยสกอร์ที่ เรอัล มาดริด พลิกแซง 3-1
ใครๆ ก็คิดว่าจบครึ่งแรกแบบนี้ เกมคง “Over” ไปแล้ว… แต่เปล่าเลย!
ดราม่าท้ายเกม: หัวใจราชันที่เกือบหยุดเต้น
ครึ่งหลัง เอ็มบัปเป้ ยังคงความร้อนแรงไม่เลิก บวกสกอร์ที่ 4 ของตัวเอง (Poker) ให้มาดริดหนีห่าง 4-1 ดูเหมือนจะเป็นชัยชนะที่ง่ายดาย
ทว่าจิตวิญญาณนักสู้ของชาวกรีกนั้นประมาทไม่ได้ โอลิมเปียกอส อาศัยความประมาทของแนวรับชุดขาว โหมบุกแหลกและทำประตูไล่มาเป็น 2-4 และตามมาติดๆ เป็น 3-4 ในช่วง 10 นาทีสุดท้าย!
บรรยากาศในสนามกลับมาเดือดพล่านอีกครั้ง แฟนบอลเจ้าถิ่นส่งเสียงกดดันจนนักเตะมาดริดเริ่มรวน ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ โอลิมเปียกอสเกือบตีเสมอได้จากลูกเตะมุมที่ชุลมุนหน้าประตู แต่ ติโบต์ กูร์ตัวส์ ยังเซฟช่วยชีวิตไว้ได้หวุดหวิด
บทสรุป: ชายผู้แบกโลก
เสียงนกหวีดจบเกมดังขึ้น เรอัล มาดริด รอดตายจากนรกกรีซด้วยสกอร์ 4-3 เก็บ 3 แต้มสำคัญกลับสเปนได้สำเร็จ
แต่พาดหัวข่าวทั่วโลกในเช้าวันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องชัยชนะ แต่มันคือ “One Man Show” ของ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ การยิง 4 ประตูในเกมระดับ UCL ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะทำได้ง่ายๆ
-
ความเร็ว ที่ฉีกคู่แข่งเป็นชิ้นๆ
-
ความคม ที่เปลี่ยนโอกาสเป็นประตูทุกครั้งที่ง้างเท้า
-
ความเป็นผู้นำ ที่แบกทีมในวันที่เพื่อนร่วมทีมฟอร์มตก
แมตช์นี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทำไม เรอัล มาดริด ถึงยอมทุ่มทุกอย่างเพื่อดึงตัวเขามาร่วมทีม เพราะในวันที่ระบบทีมพังทลาย ในวันที่กองหลังรั่วเป็นบ่อ… “เอ็มบัปเป้” คือคำตอบสุดท้ายที่ตัดสินผลแพ้ชนะได้ด้วยตัวคนเดียว!